แรงฮึด vs กดดัน !?!

posted on 09 May 2012 16:56 by wonderfulsnowball directory Diary, Idea

หน้าจอโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดสีขาว

ตัวอักษรเริ่มปรากฏพร้อมกันกับนิ้วที่ขยับไปเคาะแป้นพิมพ์

ชะงักนิ่งไปชั่วขณะ

กดปุ่ม Delete รัว

หน้าจอโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดสีขาวเหมือนเดิม

นั่งถอนหายใจอยู่หน้าคอมพิวเตอร์

 

อาการดังกล่าวข้างต้นได้เกิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาเมื่อวันก่อนหน้าจอคอมพิวเตอร์

.

.

.

เคยเป็นไหมเวลาที่จะทำอะไรสักอย่าง แล้วอาการกดดันก็เข้ามาขวาง

แล้วเราก็เกิดอาการ ‘ทำอะไรไม่ได้’

แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในชีวิต ทั้งหมดต้องผ่าน ‘ครั้งแรก’ ก่อนเสมอ

แล้วใคร ๆ ก็คิดว่า ‘ครั้งแรก’ มักจะยาก แต่เรากลับคิดว่าสิ่งที่ยากกว่า คือ ‘ครั้งที่สอง’ !!

.

.

.

การทำอะไรสักอย่างครั้งแรกในชีวิต ต้องอาศัยความพยายาม

ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งโตขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเดินก้าวแรก

การไปโรงเรียนครั้งแรก หรือแม้กระทั่งอกหักครั้งแรก

แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ใช้ความพยายามทางกาย แต่ก็ต้องใช้ความพยายามทางใจ

ต้องเอาชนะใจตนเองเพื่อที่จะก้าวผ่านพ้นมันไปให้ได้

.

.

.

หลายคนกล่าวไว้ว่าครั้งที่สอง ‘ต้อง’ ดีกว่าครั้งแรก พยายามมากกว่าครั้งแรก เพราะเคยมีประสบการณ์มาแล้ว

เราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยคิดแบบนี้เช่นกัน

คำว่า ‘ต้องดีกว่า’ ก็เปรียบเสมือนตัวที่ทำให้เกิด ‘แรงฮึด’ เพื่อพัฒนางานชิ้นเดิมให้ดีขึ้น

แต่ถ้าเกิดคำว่า ‘ต้องดีกว่า’ ตอกย้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด ‘แรงฮึด’ ได้เปลี่ยนเป็น ‘ความกดดัน’

งานที่ดีขึ้นมันอาจจะแย่ลง หรือไม่ได้ดีขึ้น จนกระทั่งถึงขั้นไม่ได้ทำ !!!

.

.

.

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับ สปริง เมื่อเรายืดสปริงออก มันก็มีแรงโดยเด้งกลับมาหาตัวเรา

ถ้าเรามีแรงฮึด ก็จะก่อให้เกิดงานใหม่ ยิ่งมีแรงฮึดมาก เรายิ่งตั้งใจ งานใหม่ก็จะยิ่งดีขึ้น

แต่ถ้าจนถึงจุดที่ แรงฮึดเปลี่ยนเป็นความกดดัน ก็เปรียบเหมือนสปริงที่เราดึงให้มันยืดออกจนเกินกำลัง

ของสปริง สุดท้ายสปริงก็ไม่สามารถเด้งกลับมาหาเราได้ เหมือนกับที่เราก็ไม่สามารถทำงานนั้นออกมาได้

หรือออกมาได้ดีเช่นกัน

.

.

.

ดังนั้น การที่เราจะทำอะไรสักอย่างเป็น ‘ครั้งที่สอง’ ให้ใช้แรงฮึดที่มีอยู่ในตัว

แต่อย่าให้เกินเลยไปจนกลายเป็น ‘การกดดัน’

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วงานจะดีขึ้นกว่าครั้งแรกหรือไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งแรกที่เราต้องสนใจ

สิ่งสำคัญคือ ถ้าเรามีแรงฮึด เราก็จะตั้งใจ

อย่างน้อยก็ทำให้เราทำงานนั้นเต็มที่ที่สุดตามกำลังของเรา

หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ทำผลงานชิ้นนั้นออกมาได้สำเร็จ

.

.

.

หน้าจอโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดสีขาว

ตัวอักษรเริ่มปรากฏพร้อมกันกับนิ้วที่ขยับไปเคาะแป้นพิมพ์

ข้อความค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละประโยค จนกลายเป็นหลายย่อหน้า

อ่านทวน แก้ไข

เปิดเว็บ exteen

อัพบล็อก

นั่งอ่านบทความตัวเองบนหน้าจอ exteen พร้อมรอยยิ้ม :DD

^_________________________^

.

.

.

ปล. วันก่อนเป็นแบบนี้จริง ๆ สิ่งที่อยากจะเขียนวิ่งตีกันอยู่ในหัว พอพิมพ์ออกมาก็ไม่ได้ดั่งใจสักที

กลัวเขียนไม่ดี กลัวเขียนแล้วงง กลัวคนอ่านอ่านไม่รู้เรื่อง (คนอ่านบอกนี่รู้เรื่องแล้วเหรอ ?)

แล้วก็ไม่ได้เขียนออกมาจนได้

สุดท้ายมานั่งสติใหม่ ก็เลยกลายเป็นบทความนี้มาให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ ติ-ชมได้นะค่ะ

 

 

 

 

 

อัพบล็อกผ่านครั้งที่สองได้แล้ว แต่ยังต้องฝึกอีกเยอะ :DD
5.04 PM :: 09052555


edit @ 9 May 2012 18:00:45 by SNOWBALL

Tags: try 6 Comments

วันนี้ (06022555) ช่วงบ่ายว่าง นั่งดูซีรีย์ชื่อดังอย่าง  House M.D. season 4 แน่นอนว่าต้องเป็นซับไทย

ก็แหมะ ภาษาอังกฤษอ่อนแอต้องการวัคซีนและเซรุ่มบำบัดอีกหลายเข็ม ต้องเข้าใจค่ะ (แหะๆ)

 

 

 

 

เรื่องนี้ก็ดูมาตั้งแต่ซีซั่นแรก นั่งชื่นชมอีตาด็อกเตอร์เฮาส์ไปตั้งเยอะ แต่หมั่นไส้ไปอีกตั้งแยะเช่นกัน  

เนื้อหาโดยส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเคสแปลกประหลาดของคนไข้ ที่ทำให้ถึงกับอึ้งไปเลยว่า

โรคแบบนี้มันมีอยู่ด้วยเรอะ หรือไอ้ชื่อโรคยาวประมาณ 20 ตัวอักษรมันคืออะไร (หมอเค้าจำได้ไงหว่า ???)

แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจมากกว่าก็คือ โรคเส้นผมบังภูเขา !!

 

 

 

 

งงล่ะสิ ?? โรคเส้นผมบังภูเขา ก็คือโรคที่ ‘เกือบทุกคน’  ไม่คิดว่าจะมีโอกาสเป็น  !!!

 

 

หลายตอนของซีรีย์เรื่องนี้ที่อาการเริ่มต้นของคนไข้มีเพียงแค่อาการเล็กน้อย

ที่ผลสุดท้ายที่ออกมาพบว่าคนไข้เป็นโรคที่รุนแรงถึงขั้นอาจจะเสียชีวิตเลยก็ได้

ยิ่งได้ดูคลิปรายการตีสิบเมื่อวันที่ 1/5/2555 ที่สัมภาษณ์คุณปูนซึ่งมีอาการเจ็บคอ

เป็นไข้เรื้อรังจนสุดท้ายไวรัสหวัดเกิดการกลายพันธุ์กลายเป็นโรค GBS (Guillian-Barre Syndrome)

ทำเอาทำให้แอบรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาแวบหนึ่งกันเลยทีเดียว 

 

 

 

 

กลับมาที่ด็อกเตอร์เฮาส์ เค้าได้พูดประโยคหนึ่งในซีซั่นที่ 4 ตอนที่ 15 ไว้ว่า

“หมอมักไม่สนใจอาการตัวเองเพราะคิดว่าพวกเขาไม่มีทางป่วย” (ความจริงคนแปลซับเป็นคนพูดต่างหาก – ฮา)

มันก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวก็เหมือนจะอยู่ไกลโพ้น ในขณะที่สิ่งที่ไม่ได้อยู่ข้างกาย กลับอยู่ในสายตาตลอดเวลา

 

 

หันกลับไปมองรอบ ๆ ข้างตัวเรา พี่น้อง ญาติ ๆ เพื่อนสนิท และที่สำคัญที่สุด ‘พระในบ้าน’ ทั้งสองคนของเรา

มีกี่ครั้งที่เราได้ ‘ทำร้าย’ ความรู้สึกของคนเหล่านั้นไปอย่าง ‘ไม่ตั้งใจ’

ถ้าให้นับจริง ๆ ก็คงบอกได้เลยว่า…นับไม่ถ้วน !!!

ทั้งการเฉยชา ดื้อเงียบ เถียงโดยไม่ฟังเหตุผล ไม่สนใจคำแนะนำ อาการเล็ก ๆ เหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจาก

‘ไอ เป็นหวัด เจ็บคอ’ ที่เกิดการสะสม ‘ความรู้สึกแย่’ ของคนใกล้ชิดของเราให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

จนสุดท้ายแล้วก็ให้ ‘ผลร้าย’ ต่อความสัมพันธ์ทางจิตใจเกินกว่าที่จะคาดเดาได้

 

 

‘ด็อกเตอร์เฮาส์’ เป็นหมอที่วินิจฉัยโรคต่าง ๆ ได้เข้าขั้นเพอร์เฟ็ค

 

 

แน่นอนว่าเราอาจจะไม่เท่เท่ากับ Huge Laurie พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ไฟแล่บ (อย่างที่ได้บอกไปแล้วในตอนต้น)

หรือต้องมีไม้เท้าประจำตัวอยู่เสมอ แต่เราทุกคนก็สามารถเป็น ‘ด็อกเตอร์เฮาส์’ ได้

อย่างน้อยแค่ลองเริ่มสังเกตอาการของคนรอบ ๆ ข้างตนเอง

ยิ่งสังเกต ยิ่งเห็น ยิ่งเป็นคนสนิท ยิ่งเห็นง่าย กับสิ่งที่ผิดปกติ

และตัวเราเองนี่แหละ ที่จะเป็นหมอรักษาความเสียใจ ความรู้สึกที่ไม่ดี ของคนที่เรารัก รวมไปถึงคนที่รักเรานี้ได้

 

 

เอาล่ะ…เริ่มต้นเช้าวันใหม่ของพรุ่งนี้ อย่าลืมสวมบทบาท ‘ด็อกเตอร์เฮาส์’ ล่ะ :DD


 

นักแสดงนำจากเรื่อง House M.D.
สำหรับคนที่ไม่เคยดู Dr.House ก็คือคนตรงกลางเลยค่ะ :: Huge Laurie 
 
 
 
ปล.เคยคิดจะเขียนบล็อกตั้งนานแล้ว เพิ่งเอาชนะความขี้เกียจของตนเองได้ ยังไงก็ฝากติ-ชมด้วยนะค่ะ :DD
 
 
 
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
^___________^ 
1.03 AM :: 07052555

 

edit @ 7 May 2012 01:04:06 by SNOWBALL

edit @ 7 May 2012 01:07:59 by SNOWBALL

เปิดบล็อกครั้งแรก :DD

posted on 05 May 2012 12:56 by wonderfulsnowball directory Lifestyle, Diary

เปิดบล็อกครั้งแรก :DD

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2555 >>> 6/5/55 
(ทำไมไม่เปิดเมื่อวานฟ่ะ เลขสวย =.,= ไม่ทันแหละ แหะๆ)

ณ ตอนนี้ 1.22 PM

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับบล็อกของเรานะค่ะ :DD

credit รูปโปรไฟล์ (น้องปิ๊กก้าที่น่ารัก ><) :: http://9gag.com/gag/4088902